Work Life Balance จากมุมมองของนักขายดิจิตอลไฟล์ที่สร้างรายได้หลายล้านบาท

ขายของ Etsy

จากกระแส Work Life Balance ที่เป็นที่ถกเถียงกันในสังคม 😅 ผมเองเคยคิดจะให้ความเห็นในหัวข้อนี้ แต่ก็คิดว่ามันก็คงเหมือน ๆ กับที่เค้าให้ความเห็นกันแล้วนั่นแหละ 🤔

แต่วันนี้ผมก็ผุดไอเดียว่า ผมไปสัมภาษณ์นักเรียนที่ขายบน Etsy แล้วได้ยอดหลักหลายล้านบาทดีกว่า ว่าเค้าคิดยังไงกับ Work Life Balance 💡

เพราะผมรู้ว่าพวกเค้าทำงานหนัก และได้ยอดขายกลับมาเยอะ จนเรียกว่า ถ้าใครรู้ก็บอก “เออ คุ้ม” 💪💰

เอาล่ะ เข้าเรื่องเลย ผมได้ขอให้นักเรียน 2 คน ที่ผมพอจะรู้ประวัติการทำงานและยอดขายเค้ามาบ้าง (หลักหลายล้านบาทบน Etsy) รบกวนให้เค้าช่วยตอบคำถาม 6 ข้อ เพื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ที่กำลังอยากจะเริ่มขายงานดิจิตอลบ้าง 📝

  • คิดยังไงกับคำว่า Work Life Balance ในวันที่รู้ตัวว่าไม่อยาก Balance (อยากได้เงินมากกว่า)? 💭💵
  • ให้หาคำ ๆ นึงมาแทนทำว่า Balance ให้กับคนที่กำลังเริ่มต้น (ไม่อยาก Balance อยากได้เงินมากกว่า)? 🤔🔄
  • หลังจากที่คิดว่า “นี่แหละคือโอกาส” แล้วลุยงานระดับไหน ช่วยบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพหน่อยครับ? 🚀🖼️
  • ถ้าระหว่างนั้น ยอดไม่เป็นตามเป้า มีแนวคิดยังไงบ้าง มีความรู้สึกแบบไหน เช่น เดินหน้า ลุยต่อ หรือท้อแท้? 😟➡️💪
  • ปัญหาที่ไม่คาดคิด ถ้าเกิดขึ้นมีมุมมองกับมันยังไง? 🤯🔄😊
  • ในวันนี้ มองภาพกลับไป คิดว่าสิ่งที่เล่ามาทั้งหมด กับผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าแค่ไหนครับ (สามารถบรรยายเพิ่มเติมได้)? 🔙📈💖

ความเห็นจากนักเรียนคนแรก

ครั้งแรกที่เจอ คอร์ส อ.อัน ผมไม่รู้ว่า sublimation มันคืออะไร แต่มันคือโอกาส ที่เราจะหาเงิน USD แบบไม่ต้องไปทำงานเมืองนอก และได้เรียนรู้การยำไฟล์ แล้วนำไปขายแล้วจะได้เงิน ในรูปแบบ passive income และมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผมที่เป็นอยู่ ตอนแรก ไม่มีหรอกครับ Work Life Balance แค่มีวินัยในการทำงาน วันละ 3 งาน ซึ่งยากมาก ณ ตอนนั้น ในช่วง แรกๆ น่าจะใช้เวลาในการเพิ่มความรู้ และดูงานในตลาด ผมตื่นเต้นกับมันตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าใช้เวลานานแค่ไหนต่อวัน น่าจะ ตี 5 ทำงานถึง เที่ยงคืน วนกันแบบนี้ประมาณ 3 เดือน แล้วผลลัพท์ ก็เกิดขึ้นตามความรู้ที่เรามี และฝีมือเราก็ดีขึ้น แค่ได้ยิน cha-ching ครั้งแรกใจฟูมาก คิดกับตัวเองถ้ามันดังแบบนี้ทุกวัน มันคงดี และ รายได้ก็เริ่มมา ถึงเป้าหมายคือ 1000$ ตามที่เราพอใจ
ในวันที่ยอดไม่เป็นไปตามเป้าก็ต้องกลับมาดูงานตัวเองว่าทำไม ที่ขายได้ตอนนั้นฟลุ๊กเป็น หรือไปตามเทรนเค้าป่าว หรือรายได้เรามาจากงานไม่กี่ชิ้น ต้องเพิ่มงาน evergreen เยอะๆ รึป่าว ต้องตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ครับ
ถ้าหากเจอปัญหาไม่คาดคิด ก็ต้องทำใจ ถ้าเราใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว อย่าเหริงในยอดขาย ต้องหาความรู้อย่างอื่นเพิ่ม ตอนที่เรามียอดขาย จากเว็บที่เราทำ
ณ ตอนนั้น จนถึงตอนนี้ ต้องขอบคุณ อ.อัน ที่สอนแบบไม่กั๊ก และชี้ช่องทางทำเงิน และขอบคุณตัวเองกับการลงมือทำอย่างหนักๆ ในช่วงแรกๆ และผลลัพท์ ที่ได้ คือ ผมได้เวลากลับคืนมาทั้งหมด มีเวลาอยู่กับครอบครับมากขึ้น มีเวลารับส่งลูก รายได้เหมือนถูกหวยทุกเดือน เหลือเวลาเพิ่มทักษะด้านอื่นให้เรามีรายได้มากขึ้น และได้จิบเบียร์ เย็น ระหว่างทำงาน ถึงจะเรียกว่า Work Life Balance จริงๆ คือทำงานจนกว่าจะมีรายได้ที่เราพอใจ จนเลือกใช้ชีวิตได้ ขอบคุณ อ.อัน ที่สร้างคอสกระชับ สั้น และสามารถ ออกไปทำงานได้เงินเลยครับ

ความเห็นจากนักเรียนคนที่ 2

คิดยังไงกับคำว่า Work Life Balance ในวันที่รู้ตัวว่าไม่อยาก Balance (อยากได้เงินมากกว่า)
**คำว่าWork Life Balance ไม่ว่าผมได้ยินตอนไหนมันก็เป็นคำที่ให้ความรู้สึกที่ดีนะ และหลายหลายคนก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่คุณเชื่อไหมตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานออนไลน์จนถึงวันนี้ ถ้าจำไม่ผิดผมคิดว่าไม่ต่ำกว่าห้าปีแน่ๆ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมอยากจะทำงานอยู่เสมออยากหยุดก็หยุดก็ไม่ได้หยุด หยุดได้ก็ไม่นาน ขนาดไปเที่ยวในหัวก็ยังคิดเรื่องงานอยู่เลย เพราะคำว่าเงินคำเดียว พอมันทำเงินได้ก็ยิ่งทำให้อยากทำมากขึ้น ถ้ามีคนบอกผมว่าผมเป็นคนโลภ ผมก็คงตอบว่า ใช่ผมเป็น อย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้าถามว่าวันนี้ผมมีความรู้สึกอย่างไรกับคำว่า Work Life Balance ผมยังคงให้คำตอบเดิมว่ายังคงเป็นคำที่ให้ความรู้สึกที่ดี แม้ว่าผมไม่เคยทำได้ได้เลย
ให้หาคำ ๆ นึงมาแทนทำว่า Balance ให้กับคนที่กำลังเริ่มต้น แล้วไม่อยาก Balance อยากได้เงินมากกว่า
***ถ้าให้หาคำหนึ่งคำที่แทนคำว่า Balance สำหรับคนที่เริ่มต้นทำงานสายออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่มีความโลภแบบผม ผมขอเลือกคำว่า Asymmetry จากประสบการณ์การทำงานของผมถ้า ผมอยากเข้าใกล้สิ่งที่ผมต้องการ ผมจะทุ่มทุกสิ่งทุกอย่าง และสิ่งหนึ่งที่ผมทำเสมอเลยคือ หาวิธีการในการลดขั้นตอนการทำงาน อาจจะมีหลายคนบอกว่าแบบเนี่ยมันไม่ใช่ ผมต้องแบ่งเวลาได้ ผมคงไม่มีข้อโต้แย้งอันใด และยินดีด้วยสำหรับคนที่ทำได้ แต่ ผมบอกได้เพียงแค่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ เข้าใกล้เป้าหมายผมมากที่สุด
หลังจากที่คิดว่า “นี่แหละคือโอกาส” แล้วลุยงานระดับไหน ช่วยบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพหน่อยครับ
***หลังจากที่ผมรู้ว่า นี่แหละคือโอกาส ผมลุยงานระดับไหน ในกลุ่มกลุ่มงานหนึ่งหนึ่งที่ผมเริ่มทำ อย่างน้อยที่สุดผมต้องทำไม่ต่ำกว่า 20 ชิ้น ถึง 30 ช้ินมากที่สุดที่ผมเคยทำผมทำ ผมทำถึง 1000 ชิ้น แต่โดยเฉลีย ผมทำไปแถวๆ 100-200งาน คงจะมีคนถามว่าทำไปทำไมขนาดนั้น ก็คงต้องบอกว่า เพื่อดูว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องไหม และใช่สำหรับเราไหม ผมลืมบอกไปหนึ่งอย่าง ผมไม่ใช่สาย graphic design นะครับ ทำให้ผมจำเป็นที่ต้องทำงานเยอะนิดนึงเพื่อที่จะเข้าใจความต้องการของงานแต่ละประเภท
ถ้าระหว่างนั้น ยอดไม่เป็นตามเป้า มีแนวคิดยังไงบ้าง มีความรู้สึกแบบไหน เช่น เดินหน้า ลุยต่อ หรือท้อแท้ *
**ถ้าระหว่างที่ทำไปในตลาดที่เราคิดว่ามันน่าจะทำเงินได้ แต่พอลองทำงานจริงๆเข้าไปแล้วจำนวนหนึ่งผล ผลไม่ได้ดีอย่างที่เราคิดมีความรู้สึกอย่างไร ถามว่าท้อไหมท้อครับ เบื่อด้วย นอยด้วย ผมมีความรู้สึกเหมือนคนปกติทั่วไป ถามว่าแล้วจะทำต่อไหมผมคงต้องตอบว่าทำ โดยปกติผมจะคิดเอาไว้ในใจว่าผมจะทำที่ประมาณกี่ชิ้นเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างอย่าง เช่นผมคิดไว้ว่าผมจะทำ 50 ในระหว่างนั้นผมทำไปแล้ว 20 ยังไม่ได้ผลอะไรเลย ผมก็จะพยายามบังคับตัวเองทำให้ถึง 50 แล้วค่อยวัดผล ถ้าผลที่ออกมามันไม่ดีมันไม่ใช่แบบที่คิด ก็อาจจะไปมองหางานอื่นทำต่อหรือลองกลับมาแก้มันดูอีกสักครั้ง บ้างครั้งมันไม่ได้วัดผลกันที่จำนวนงาน บางครั้งมันวัดกันที่เวลา ทนรอมันหน่อยครับ
ปัญหาที่ไม่คาดคิด ถ้าเกิดขึ้นมีมุมมองกับมันยังไง
***ปัญหาที่ไม่คาดคิดมีมุมมองกับมันยังไง ผมจะบอกว่าผมจะเจอปัญหาที่ไม่คาดคิดค่อนข้างบ่อย และนานมากกว่าที่จะแก้ไปได้ แต่ละปัญหาช่วงแรกๆ เบื่อ ท้อ หงุดหงิด สิ้นหวัง หัวร้อนยิ่งกว่าคนเป็นไข้ นอนไม่ได้ มาครบครับ อยากจะตะโกน อยากจะลุยให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่สิ่งเรานั้นที่ผมพูดมาทั้งหมดมัน ไม่ช่วยอะไรเลย หลังจากผ่านมา หลายเหตุการณ์ ความคิดผมเปลี่ยนไป ถ้ามีปัญหาก็ใจเย็นค่อยค่อยแก้มันไป ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทำให้ถึงที่สุดปัญหา อาจจะใช้เวลานานนิด 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ก็ค่อยๆแก้ไปครับ ใจเย็นๆ
ในวันนี้ มองภาพกลับไป คิดว่าสิ่งที่เล่ามาทั้งหมด กับผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าแค่ไหนครับ (สามารถบรรยายเพิ่มเติมได้)
***หากมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดกับผลลัพธ์ที่ผมได้มาคุ้มค่าไหม ก็คงต้องตอบว่าคุ้มค่ามากๆ เหนื่อยไหมกับการทำงานก็คงต้องบอกว่าเหนื่อยมากเช่นกัน ผมใช้เวลาในการทำงานประมาณตั้งแต่ 10 โมงเช้าพักตอนประมาณราวบ่ายสี่ ทำงานอีกครั้งตอน 6 โมงเย็นแล้วก็จบตอนประมาณสี่ทุ่มหรือเที่ยงคืนเป็นประจำ ถามว่ามีความสุขไหมก็คงตอบว่า ก็มีนะโดยเฉพาะตอนได้เงิน มีหนึ่งอย่างที่ผมอยากจะบอกกับทุกคนที่เข้ามาทำงานออนไลน์ สิ่งเหล่านี้คุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว จากหลายคนพูด อย่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว บางทีฟังดูเป็นคำพูดที่น่าเบื่อ ใช่ครับผมเองได้ยินบ่อยบ่อย ผมยังเบื่อ แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่ตะกร้าใบนั้นคว่ำไปทั้งใบคุณจะรู้ทันทีว่าน่าจะทำอะไรซักอย่างหรือหยิบไข่ซักใบไปไว้ที่ตะกร้าใบอื่น แม้ว่าอีกใบอื่นอาจจะเล็กกว่าใบที่คุณกำลังถืออยู่ตอนนี้ อย่าอยู่แต่ในจุดที่คุณคิดว่าคุณสบายผมหมายถึง comfort zone ลองก้าวขาออกมาจากโซนนั้นบ้าง มันอาจจะอึดอัดสักนิด แต่ผมอยากให้คุณลองทำ เพราะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้า จุดที่คุณคิดว่าสบายมันยังสบายแบบที่คุณคิดอยู่หรือเปล่า อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงปีแบบนี้ อะไรๆเปลี่ยนไปไวมาก

ความเห็นจากนักเรียนคนที่ 3 (คนนี้ลึกลับสุด)

คิดยังไงกับคำว่า Work Life Balance ในวันที่รู้ตัวว่าไม่อยาก Balance (อยากได้เงินมากกว่า)
– ตั้งแต่ตอนผมเริ่มทำงานหารายได้ออนไลน์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ไม่เคยมีความคิดเรื่อง Work Life Balance เลยครับ ส่วนมากถ้ามองว่าตลาดไหนมีเงินพอที่เราจะทำได้ ก็ทุ่มเททำเลยครับ
ให้หาคำ ๆ นึงมาแทนทำว่า Balance ให้กับคนที่กำลังเริ่มต้น แล้วไม่อยาก Balance อยากได้เงินมากกว่า
– อันนี้คิดไม่ออกครับ ทำๆไปเลยครับ 555
หลังจากที่คิดว่า “นี่แหละคือโอกาส” แล้วลุยงานระดับไหน ช่วยบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพหน่อยครับ
– ยกตัวอย่างที่ Etsy นะครับ ต้องบอกก่อนว่า ผมค่อนข้างด้อยเรื่องดีไซน์ และการออกแบบมาก ความคิดสร้างสรรค์ก็น้อย ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการทำงานมากกว่าคนอื่น โดยหลังจากที่เรียนกับอาจารย์อัน ผมก็เริ่มฝึกทำงาน เปิดคลิปที่ฝรั่งสอน Photoshop Illustrator เพิ่มเติม และเริ่มลงงานไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ถึงจะเริ่มมีรายได้ (ซึ่งช้ากว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มมาก) โดยผมใช้เวลาทำงานประมาณวันละ 10-14 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มีวันหยุดครับ ตื่นเช้ามา ยังไม่ได้อาบน้ำก็เริ่มเปิดคอมทำงานแล้วครับ ตอนดึกหลังจากที่ทำงานเสร็จ ก็จะมานั่งรีเสิร์ทหางานที่จะทำต่อ แล้วก็นอน เรียกได้ว่าอยู่กับ Etsy ตั้งแต่ตื่นจนนอนเลยครับ ถ้าจำไม่ผิด ในช่วง 2 ปีแรกตั้งแต่เริ่มทำ Etsy ได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดครั้งเดียว แบบไปเช้าเย็นกลับครับ นอกนั้นก็จะเป็นลูปนี้
ถ้าระหว่างนั้น ยอดไม่เป็นตามเป้า มีแนวคิดยังไงบ้าง มีความรู้สึกแบบไหน เช่น เดินหน้า ลุยต่อ หรือท้อแท้
– ถ้าสำหรับผม ผมจะดูว่าตลาดนั้นมีเงินอยู่จริงไหม เงินมากพอที่จะคุ้มค่าเหนื่อยไหมครับ ถ้าเงินในตลาดนั้นมีมาก แต่ยอดเราไม่มา ก็แสดงว่างานที่เราทำไม่ถูกใจตลาด ก็ไปศึกษาต่อว่า งานที่ขายดีในตลาด ต้องทำอย่างไร แล้วก็ลุยต่อครับ เรื่องท้อแท้นี่จะไม่เคยนะครับ เพราะถ้าเราทุ่มเทกับมันมากพอ ยังไงมันก็มีรายได้ให้เราอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย ก็เป็นกำลังใจให้เราได้ครับ
ปัญหาที่ไม่คาดคิด ถ้าเกิดขึ้นมีมุมมองกับมันยังไง
– เคยมีช่วงที่แอคเคาท์ Etsy ถูกแฮคกันเยอะ ๆ หรืออาจจะเป็นช่วงที่การทำ Affiliate มีการลดอัตราค่าคอมลง ซึ่งทั้ง 2 อย่างที่ผมเคยเจอนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นปัญหาที่ไม่คาดคิดสำหรับคนทำออนไลน์ก็ได้นะครับ ส่วนตัวผมคิดว่า คนทำงานออนไลน์ควรจะมีเงินสำรองสัก 6 เดือนขึ้นไป เผื่อเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้มีเวลาหาช่องทางใหม่ๆได้ และอีกอย่างก็คือ ควรมีรายได้ช่องทางอื่นเสริมไว้ด้วยครับ
ในวันนี้ มองภาพกลับไป คิดว่าสิ่งที่เล่ามาทั้งหมด กับผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าแค่ไหนครับ (สามารถบรรยายเพิ่มเติมได้)
– คุ้มค่ามากครับ เป็นช่วง 10 ปีที่เปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ โดยเฉพาะหลังจากมาเจออาจารย์อัน คอร์สวัวเงิน เรียกว่าเป็นคอร์สเปลี่ยนชีวิตได้เลยครับ แต่การทุ่มเททำงานแบบนี้ ก็มีสิ่งที่ต้องแลกมาเหมือนกันครับ ทั้งออฟฟิศซินโดรม ปวดข้อมือ ร่างกายถือว่าอ่อนแอลงเยอะ นอกจากนี้ก็ยังเสียดายโอกาสได้เที่ยวตอนที่ยังมีแรงเหมือนกัน แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปก็จะเลือกทางนี้อยู่ดีครับ เพราะเวลาจน มันน่ากลัวจริงๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *